ประโยชน์ของแตงโม

สำหรับผลไม้ที่เหมาะกับช่วงเวลาที่อากาศร้อนๆ นั้น เชื่อว่า “แตงโม” น่าจะเป็นผลไม้ชนิดแรกๆ ที่คนส่วนใหญ่จะต้องนึกถึงแน่ๆ

เพราะด้วยความหวาน และชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำ ที่ทำให้กินแล้วรู้สึกเหมือนได้บรรเทาร้อน และแก้กระหายไปด้วยนั่นเอง ที่ทำให้หลายคนติดอกติดใจ

พอพูดถึงแตงโม ที่นับได้ว่าเป็นผลไม้สามัญประจำประเทศของเราไปแล้ว

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า แตงโมเป็นผลไม้ที่มีความเก่าแก่ และเป็นที่นิยมมาตั้งแต่สมัยหลายพันปีก่อน คือตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ (อีกแล้ว)

ไม่เฉพาะความอร่อยเท่านั้น แตงโมยังเป็นผลไม้ที่ดีต่อสุขภาพด้วย

เพราะนอกจากจะไม่ทำให้อ้วนแล้ว (แตงโม 100 กรัม ให้พลังงาน 30 แคลอรี่)

ยังช่วยแก้ร้อน แก้เจ็บคอ ลดไข้ แก้อ่อนเพลีย ขับปัสสาวะ บรรเทาปวด เพราะมีฤทธิ์เย็นนั่นเอง

และยังมีแร่ธาตุและสารอาหารที่มีประโยชน์อีกมากมาย เช่น

วิตามินเอ วิตามินซี เบต้าแคโรทีน ไลโคปีน และซิทรูลีน (Citrulline)

ประโยชน์ของไลโคปีน

แตงโมถือว่าเป็นผลไม้ที่มีไลโคปีนสูงเป็นอันดับต้นๆ รองจากมะเขือเทศเลยทีเดียว

ช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส แข็งแรง เต่งตึง

ช่วยชะลอริ้วรอย หรือทำให้แก่ช้า

ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร

และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากในคุณผู้ชาย จากสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในปริมาณสูงมากนั่นเอง

ช่วยในเรื่องการไหลเวียนของเลือด

ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว

ช่วยลดคอเลสเตอรอล

ลดไขมันและน้ำตาลในเลือด

ลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ

ประโยชน์ของซิทรูลีน

ซิทรูลีนเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง ซึ่งพบได้มากที่สุดในแตงโมนี่เอง

ช่วยให้ระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกายเป็นปกติ

ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในร่างกาย

ช่วยในการเจริญเติบโต

และกระตุ้นร่างกายให้สร้างโปรตีน จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการเสริมโปรตีน หรือขาดสารอาหารประเภทโปรตีน

เช่น ผู้สูงอายุ หรือนักกีฬา เป็นต้น

วิธีการเลือกซื้อแตงโม

เพื่อให้ได้แตงโมที่อร่อย และอุดมไปด้วยสารอาหารมากที่สุด ก็มีดังนี้ค่ะ

ถ้าเป็นแตงโมที่ผ่าออกมาแล้ว

ให้เลือกแตงโมที่มีเนื้อสีแดงเข้ม

(ยิ่งมีสีแดงมาก เบต้าแคโรทีนและไลโคปีนจะยิ่งมากตามไปด้วย)

ดูที่ขั้วด้านล่าง (ก้น) ของแตงโม

ถ้าขั้วด้านล่างของแตงโมเป็นสีขาวหรือเขียว แปลว่ายังไม่สุกดี

แต่ถ้าเป็นสีเหลืองนวล หรือสีครีม แปลว่าผลแตงโมเริ่มสุกแล้ว

ดูที่ส่วนหัว (ด้านบน) ของแตงโม

แตงโมที่สุกแล้วจะดูผิวด้าน ส่วนแตงโมที่ยังไม่สุก จะมีผิวมันเงา

ดูลายเส้นที่อยู่บนเปลือกแตงโม

หากจะให้ดีควรเป็นเส้นเล็ก เพราะแสดงว่าเนื้อข้างใน จะแดงกว่าเปลือกที่มีเส้นใหญ่

รวมทั้งการมีเส้นลายที่เล็ก เปลือกก็มักจะบางกว่าผลที่มีลายเส้นใหญ่ด้วย

พิจารณาดูให้ทั่วผล

แตงโมผิวต้องเรียบ ไม่ควรมีรอยช้ำ มีรู หรือมีรอยเหี่ยว

พิจารณาจากน้ำหนัก

ผลแตงโมที่สุกเต็มที่ จะมีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 90% จึงทำให้มีน้ำหนักมาก

ถ้ามีแตงโมขนาดเท่ากัน แต่ผลหนึ่งมีน้ำหนักมากกว่า ก็แปลว่าสุกมากกว่าผลที่เบากว่านั่นเอง

ให้ใช้นิ้วลองดีดเบาๆ 2-3 ครั้ง

แล้วสังเกตว่า เสียงออกมาเป็นแบบไหน ถ้าเสียงฟังดูกลวง หรือแหลมสูง

อาจจะเป็นเพราะว่าเนื้อยังไม่สุก หรือยังดิบอยู่ ตรงกลางของผลมีช่องหรือรูอยู่

ดังนั้น จึงควรเลือกแบบที่ดีดแล้วเสียงฟังแน่น หรือเป็นเสียงทุ้มๆ ต่ำๆ เท่านั้น

จะเห็นได้ว่าเทคนิคการเลือกซื้อแตงโมนั้น ไม่ยากเลยค่ะ

เพียงแต่ต้องสังเกตให้ละเอียดหน่อยเท่านั้นเอง

เราก็จะได้แตงโมอร่อยๆ หวานฉ่ำ พร้อมรับประทานได้ทันที

การเก็บรักษาแตงโมที่ยังไม่ได้ผ่า

สำหรับใครที่ซื้อมาแล้ว ยังไม่อยากผ่าแล้วกินทันที ก็ให้เก็บเอาไว้ในตู้เย็น

(ชั้นล่างสุด เพื่อไม่ให้เนื้อแตงโมเสีย เพราะโดนกัดด้วยความเย็นหรือน้ำแข็ง)

หรือจะเอาไปใส่ถัง หรือกะละมัง แช่น้ำเอาไว้ให้ท่วม

(อุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุด ในการรักษาสภาพแตงโมก่อนผ่าเอาไว้ เพื่อให้ได้สารอาหารที่ครบถ้วนสมบูรณ์ คือที่อุณหภูมิ 10-16 องศาเซลเซียส)

ก็จะช่วยรักษาความหวานกรอบ ของแตงโมเอาไว้ได้ระยะหนึ่งด้วยค่ะ

การเก็บรักษาแตงโมที่ผ่าแล้ว หรือหั่นเป็นชิ้นแล้ว

สำหรับใครที่ผ่าแตงโมออกมาแล้ว กินในครั้งเดียวไม่หมด

อยากจะเก็บไว้กินต่อพรุ่งนี้ ก็ให้ใช้พลาสติกซีลอาหาร ห่อไว้

เพื่อไม่ให้เนื้อแตงโมสัมผัสกับอากาศ จนกลายเป็นแตงโมเหี่ยว

การใช้พลาสติกซีล ใช้ได้กับแตงโมที่ผ่าเป็นชิ้นเล็กๆ แล้ว (ใส่ถ้วย หรือจาน แล้วซีล)

กับแตงโมงครึ่งลูก ผ่าซีก (ใช้พลาสติกซีลด้านที่โดนผ่า ห่อไปจนถึงก้นลูกแตงโม)

หรือถ้ามีภาชนะที่มีฝาปิดไว้ ก็ใช้ได้เช่นเดียวกัน

จากนั้น นำไปแช่ตู้เย็นไว้ เมื่อเปิดพลาสติกซีลออก แตงโมก็จะยังดูสดน่ากินอยู่ค่ะ

สุดท้ายนี้ ก่อนนำแตงโมมาผ่าและกิน

อย่าลืมล้างเปลือกแตงโมด้วยน้ำสะอาด เพื่อกำจัดสารพิษ

เกาลัดกินแล้วอ้วนไหม

เกาลัดจะเป็นพืชตระกูลถั่ว ที่มีเมล็ดขนาดใหญ่ เปลือกนอกมีหนามแหลม และมีเปลือกแข็งสีน้ำตาลบางๆ หุ้มไว้อีกชั้นหนึ่ง สำหรับส่วนที่นำมากินกัน จะเป็นส่วนของเมล็ดด้านในที่เป็นเนื้อสีเหลืองนวล หรือขาวอมเหลือง

วิธีการกินที่นิยมที่สุด (หาได้ง่ายสุด) ในบ้านเรา คือเกาลัดที่คั่วในทรายร้อน (ทรายสีดำๆ เม็ดใหญ่ๆ ในกระทะขนาดใหญ่) รสชาติออกมันๆ และหวานเล็กน้อย แล้วก็หอมด้วย จัดเป็นอาหารว่างที่อร่อย เคี้ยวมัน และมีประโยชน์ในตัว

เกาลัดกินแล้วอ้วนไหม?

สำหรับใครที่ดูแลใส่ใจเรื่องสุขภาพ แม้ว่าอาหารที่กินจะเป็นอาหารสุขภาพ

ก็ไม่วายอดห่วงว่ากินแล้วจะอ้วนไหม มาดูกันเลยค่ะ

เกาลัดคั่วสุก 100 กรัม ให้พลังงานประมาณ 240 แคลอรี่ (1)

(แต่ถ้านำไปต้มหรือนึ่ง แคลอรี่จะน้อยกว่านี้ คือประมาณ 150-160 แคลอรี่)

โดยมีคาร์โบไฮเดรตสูง ใยอาหารสูง ไขมันต่ำ (แต่เป็นไขมันดี) และโปรตีนน้อย

เหมาะสำหรับเป็นอาหารที่ให้พลังงานชั้นดี และทำให้อิ่มนาน