เรื่องทั้งหมดโดย pui

วิธีเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ

สมัยนี้แอร์หรือเครื่องปรับอากาศ กลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ดูเหมือนจะมีความจำเป็นอีกอย่างหนึ่งไปแล้ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงที่สภาพอากาศบ้านเรา ที่นับวันจะร้อนเพิ่มขึ้นมากเรื่อยๆ

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลก ถ้าหากบ้านไหนที่พอจะมีเงินสำหรับจ่ายค่าไฟได้ ก็มักจะติดเครื่องปรับอากาศไว้ในบ้านด้วย

ซึ่งถ้าหากว่าต้องการจะติดตั้งเครื่องปรับอากาศไว้ใช้ เพื่อให้เหมาะสม และดีที่สุดสำหรับบ้านของคุณนั้น

ก็อาจลองนำหลักเกณฑ์ต่างๆ เหล่านี้ ในการตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศกันได้ค่ะ

สิ่งที่ควรพิจารณาในการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ

ขนาดและประเภทของห้อง

เช่น ห้องนอน ห้องรับแขก ห้องประชุม ห้องโถงขนาดใหญ่ ฯลฯ

โดยเลือกหน่วยทำความเย็น (BTU) ให้มีความเหมาะสมกับขนาดของห้องที่ต้องการติดตั้ง

รวมไปถึงลักษณะของการใช้งานด้วย ว่าต้องการติดตั้งเครื่องปรับอากาศในรูปแบบใด

เช่น แบบเคลื่อนที่ได้ แบบติดผนัง หรือแบบตั้งแขวน เป็นต้น

ราคา

หากเป็นสมัยก่อนนั้น เครื่องปรับอากาศจะมีราคาแพงมาก

แต่ในปัจจุบัน เครื่องปรับอากาศมีราคาถูกลงมามากแล้ว

ดังนั้น จึงสามารถเลือกได้ตามงบประมาณที่มี

ไม่จำเป็นต้องแพงมากเกินความจำเป็นแต่อย่างใด

การประหยัดไฟ

เนื่องจากเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ต้องการกำลังไฟในการทำงานเยอะกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดอื่น

ดังนั้น จึงควรเลือกที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ซึ่งเป็นการช่วยการันตี

หรือรับรองเรื่องของประสิทธิภาพ ในการช่วยประหยัดไฟได้ดี

ความพร้อมและประสบการณ์ของช่าง ที่จะมาทำการติดตั้ง

เนื่องจากเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ติดตั้งได้ค่อนข้างยาก ดังนั้น ช่างที่ติดตั้ง

จึงต้องมีประสบการณ์ในการทำงาน เพราะถ้ามีความผิดพลาดเกิดขึ้น

เครื่องก็อาจเกิดความเสียหาย รวมไปถึงยังเป็นอันตรายด้วย

ลักษณะการออกแบบหรือดีไซน์ของเครื่อง

ซึ่งในแต่ละยี่ห้อ ก็จะมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไป

ซึ่งคุณสามารถเลือกให้เข้ากับห้องได้ ตามความชอบของตัวเอง

การรับประกันหลังการขาย

เป็นอีกเรื่องที่มีความจำเป็นจะต้องนำมาใช้ ในการพิจารณา

ในการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ ควรดูว่า มีการรับประกันในลักษณะใดบ้าง

หรือว่ามีการยกเว้นในเรื่องใด ซึ่งต้องดูให้รอบคอบ รวมไปถึงควรจะต้องมีบริการหลังการขายที่ดีด้วย

และหลักสำคัญในการใช้เครื่องปรับอากาศก็คือ

ควรเปิดแอร์ที่อุณหภูมิ 25 องศา และใช้งานตามความจำเป็น

ซึ่งก็จะช่วยลดในเรื่องการใช้ไฟฟ้าลงไปได้มาก

วิธีการซักผ้าและตากผ้าหน้าฝน

ช่วงนี้บ้านเราเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนกันแล้ว และการที่ฝนโปรยมาเกือบทุกวันอย่างนี้ อาจทำให้ใครหลายๆ คนกังวลใจในเรื่องของการซักผ้าและตากผ้า เพราะถือว่าเป็นเรื่องใหญ่เลยทีเดียว

เรื่องของความอับชื้นนั้น ทำให้เสื้อผ้าของเรามีกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ และอาจจะต้องนำกลับมาซักทำความสะอาดใหม่อีกรอบ ซึ่งเปลืองทั้งเวลา ค่าน้ำ และค่าไฟของเราอีกด้วย

อย่างไรก็ดี หากเรารู้เคล็ดลับในการซักผ้าและตากผ้าในช่วงหน้าฝน เราก็จะไม่ต้องปวดหัวกับปัญหาเหล่านีร้อีกต่อไป เพราะฉะนั้น ตามมาดูกันเลยค่ะ

วิธีการซักผ้าในหน้าฝน

*คำแนะนำเพิ่มเติม*  เมื่อทราบถึงวิธีการซักผ้าและการตากผ้าหน้าฝนทางด้านล่างนี้แล้ว สามารถ คลิกที่นี่ เพื่ออ่านรายละเอียด เกี่ยวกับการดูแลรักษาเสื้อผ้า เพื่อช่วยคงความใหม่ของเสื้อผ้า และการป้องกันกลิ่นอับในการเก็บรักษา

หลีกเลี่ยงการหมักผ้าไว้ในตะกร้าเป็นเวลานานๆ

เพราะจะทำให้กลิ่นและคราบที่ไม่พึ่งประสงค์ ฝังลึกอยู่บนเนื้อผ้า และทำให้การทำความสะอาดนั้นยากขึ้นไปอีก

ไม่ควรซักผ้าในปริมาณที่มากเกินควร

ทางที่ดีควรซักในปริมาณน้อยๆ ก่อน เพราะเครื่องซักผ้าจะได้สามารถเข้าไปทำความสะอาดสิ่งสกปรกได้อย่างทั่วถึง อีกทั้งการซักผ้าในปริมาณมาก ยังทำให้เปลืองเนื้อที่ในการตาก ทำให้การตากผ้าแออัด และเเห้งช้าลง

หากคุณมีเครื่องซักผ้า

เราขอเเนะนำให้ซักผ้าด้วยเครื่องซักผ้า เนื่องจากเครื่องซักผ้ามีระบบปั่นหมาด ช่วยให้เสื้อผ้าที่ซักเสร็จแล้วไม่อมน้ำ จึงง่ายและประหยัดเวลาต่อการตากให้แห้ง

แต่หากคุณต้องการซักผ้าด้วยมือ

เราขอแนะนำให้พยายามบิดผ้า และสะบัดน้ำออกให้ได้มากที่สุด ผ้าที่อมน้ำไว้มากเกินไปนั้น อาจต้องใช้เวลาในการตากนาน และอาจเป็นสาเหตุของกลิ่นเหม็นอับ หากต้องตากในที่ร่มเป็นเวลานาน

เลือกซักผ้าด้วยน้ำร้อน

เพราะน้ำร้อนมีประสิทธิภาพในการสลายคราบฝังลึก และสามารถฆ่าเชื้อโรคที่เกาะอยู่บนเนื้อผ้า ได้ดีกว่าน้ำเย็น

ใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มทุกครั้งหลังซักเสร็จ

น้ำยาปรับผ้านุ่มนั้น นอกจากจะปรับเนื้อผ้าให้อ่อนนุ่มลงเเล้ว ยังเพิ่มความหอมให้กับเสื้อผ้า และลบเลือนกลิ่นเหงื่อไคลได้เป็นอย่างมีประสิทธิภาพ

ใช้ผลิตภัณฑ์ซักผ้าชนิดน้ำ

เนื่องจากสามารถละลายในน้ำ ได้ดีกว่าผลิตภัณฑ์ในรูปแบบของผงซักฟอก จึงช่วยทำความสะอาดเข้าถึงเส้นใยผ้า รวมถึงกลิ่นอับได้อย่างมีประสิทธิผล

วิธีการตากผ้าหน้าฝน

หากนอกบ้านฟ้ามืดครึ้มไม่มีแสงแดด

เราสามารถตากผ้าในที่ร่มได้ แต่ควรตากในที่โล่ง และมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก

ทั้งนี้ ควรหลีกเลี่ยงการตากผ้าในสถานที่อับชื้น เช่น ห้องน้ำ หรือห้องครัวที่มีกลิ่นกับข้าว

อีกทางหนึ่งที่สามารถทำได้และเห็นผลก็คือ

การตากกับผ้าพัดลม ให้พัดลมส่ายไปมาผ่านผ้าให้ทั่วถึง

ที่สำคัญก็คือ ไม่ควรตากผ้าชิดติดหรือเบียดอัดกันมากเกินไป ควรตากให้ห่างกันอย่างน้อย 1-2 เซนติเมตร

ทั้งนี้ เพื่อให้อากาศผ่านเสื้อผ้าได้สะดวก ซึ่งจะช่วยป้องกันกลิ่นเหม็นอับ และช่วยให้เสื้อผ้าแห้งเร็วขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีอีกทางเลือกที่สามารถทำได้ก็คือ

การอบผ้าให้แห้ง วิธีนี้อาจง่ายและสะดวกกว่า

แต่ควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่า คราบสกปรกบนเสื้อผ้าได้สลายออกไปหมดแล้ว

เพราะความร้อนของเครื่องอบผ้า จะทำให้คราบที่หลงเหลืออยู่ ฝังแน่นบนเนื้อผ้ามากยิ่งขึ้น

และอาจทำให้การทำความสะอาดคราบยากกว่าเดิมค่ะ

วิธีซักชุดทำงานให้สีสวยสดใส

ชุดทำงานที่มีสีสันสดใสและดูดีอย่างสมบูรณ์แบบนั้น นอกจากจะช่วยให้ผู้สวมใส่ดูภูมิฐานและน่าเชื่อถือแล้ว ยังสามารถดึงลุคให้ดูโด่ดเด่นกว่าใครเพื่อน

แต่เมื่อชุดสวยของคุณต้องผ่านการทำความสะอาดหลายๆ ครั้งเข้า ก็อาจทำให้สีผ้าเกิดการซีดจางลงได้อย่างรวดเร็ว จนทำให้ดูไม่สวยงามเหมือนตอนที่ซื้อมาใหม่ๆ ได้

การซักผ้าที่ช่วยถนอมสีสันของเนื้อผ้านั้น จึงมีความจำเป็น

เพื่อช่วยยืดอายุเสื้อผ้าที่มีสีสันสะดุดตาให้ดูใหม่ และอยู่คู่กับเราไปได้นานๆ

ส่วนจะต้องทำอย่างไรบ้างนั้น ตามมาดูกันเลยค่ะ

*** คำแนะนำในการเก็บรักษาเสื้อผ้าสี เสื้อสีควรเก็บให้ห่างไกลจากแสงแดด ส่วนในตู้เสื้อผ้าหรือลิ้นชัก ควรจัดเก็บโดยการพับเก็บหรือแขวนตามเฉดสี เพื่อการเลือกใส่ที่ง่ายและรวดเร็ว และหากเป็นชุดที่ไม่ค่อยได้ใส่ ก็ควรเก็บใส่ไว้ในกล่องหรือถุงพลาสติก ก่อนนำไปเก็บเข้าตู้ เพื่อป้องกันฝุ่นละออง หรือคราบเหลืองบนเสื้อผ้า คลิกที่นี่ เพื่อคำแนะนำในการดูแลรักษาเสื้อผ้าสีเพิ่มเติมโดยละเอียด

วิธีซักเสื้อผ้าที่มีสีสันสดใส หรือผ้าสี

ก่อนที่จะซักทำความสะอาดชุดทำงาน

ควรตรวจสอบป้ายสัญลักษณ์การซักผ้า ว่าต้องทำการซักมือหรือซักเครื่อง

เพราะเนื้อผ้าบางชนิดควรซักด้วยมือเท่านั้น

แยกซักเสื้อผ้าสีสันสดใส

ออกจากเสื้อผ้าสีเข้มหรือสีดำ เพื่อป้องกันสีตก

เลือกใช้น้ำยาซักผ้าแทนการใช้ผงซักฟอก

เพราะมีประสิทธิภาพละลายในน้ำได้ดีกว่า จึงสามารถขจัดคราบสกปรกฝังลึกได้ง่ายขึ้น

ช่วยให้ผ้าที่ซักสะอาดหมดจด และไม่ต้องนำกลับมาซักใหม่อีกรอบ

ซักผ้าด้วยน้ำที่อุณหภูมิ 30 องศา

เพราะน้ำร้อนมีส่วนทำให้สีผ้าซีดจางลงได้ง่าย

ก่อนนำผ้าลงเครื่องซักผ้า

ให้กลับด้านในออกด้านนอกทุกครั้ง เพื่อช่วยถนอมสีผ้าไม่ให้เสียดสีกับถังซัก

และน้ำยาซักผ้าโดยตรง ซึ่งอาจทำให้สีซีดลงได้เร็วขึ้น

หากซักผ้าด้วยมือ

ไม่ควรใช้เเปรงขัดผ้าในการทำความสะอาด และถ้ามีคราบเปื้อนฝังลึก

ควรขจัดคราบออกก่อน โดยการใช้น้ำยาป้ายคราบที่ละลายในน้ำ

หยดลงบนบริเวณที่เปื้อน แล้วทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที

จากนั้น ให้ขยี้คราบออกเบาๆ เมื่อคราบสลายออกแล้ว

ให้นำไปล้างด้วยน้ำสะอาดก่อนนำไปซัก การใช้แปรงขัดผ้านั้น

จะทำลายเนื้อผ้าให้เป็นขุย และทำลายสีของผ้าตรงบริเวณที่ขัดด้วย

หลีกเลี่ยงการใช้ผงซักฟอกที่มีส่วนผสมของสารฟอกขาว

หรือบลีช เพราะสารฟอกขาวนั้น มีฤทธิ์กัดกร่อนค่อนข้างสูง

และอาจทำลายเส้นใยผ้า รวมถึงสีของผ้าได้อย่างรวดเร็ว

ก่อนตากผ้า

ให้กลับตะเข็บด้านในออกมาไว้ด้านนอก เพื่อป้องกันแสงแดด

ส่องโดนเนื้อผ้าด้านนอก และช่วยรักษาสีสันของผ้าเอาไว้

ควรตากเสื้อผ้าในที่ร่ม

ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก และหลีกเลี่ยงการตากผ้าให้โดนแสงแดดแรงๆ โดยตรง

เพราะแสงแดดจะทำให้สีผ้าซีดลงได้ง่าย

เลือกกินอาหารอย่างไรให้ผิวสวย

ผิวที่เนียนนุ่มและสดใสเปล่งประกาย นอกจากจะช่วยเสริมความมั่นใจในการใส่เสื้อผ้าหลากหลายรูปแบบแล้ว

ยังทำให้ดูโดดเด่นน่ามองอีกด้วย ดังนั้น ผิวที่เนียนกระจ่างใสน่าสัมผัส จึงเป็นที่ปรารถนาของใครหลายๆ คน

อย่างไรก็ดี การบำรุงผิวให้เนียนนุ่มชุ่มชื่นแต่ภายนอกเพียงอย่างเดียวนั้น อาจไม่เพียงพอ

การบำรุงผิวจากภายใน อย่างเช่นการรับประทานอาหารที่ช่วยบำรุงผิว ก็มีส่วนสำคัญอย่างมาก ที่จะช่วยให้ผิวดูเปล่งปลั่ง แลดูมีสุขภาพดี

*** คำแนะนำ : เมื่อทราบว่าอาหารประเภทใดบ้างที่ดีกับผิว อย่าลืมดูและบำรุงให้ผิวขาวใสได้ คลิกที่นี่ สำหรับวิธีการเลือกมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ทาผิวที่เหมาะสมกับสภาพผิว และวิธีฟื้นฟูผิวให้เนียนนุ่มและขาวใสอย่างเห็นผล

อาหารที่ช่วยบำรุงผิว

วิตามินซี

วิตามินซีมีส่วนประกอบของ โคเอนไซม์คิวเทน (Coenzyme Q10)

ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยทำเซลล์ผิวแข็งแรงขึ้น และช่วยปรับสภาพผิวที่อ่อนล้าให้สดชื่น

รวมทั้งมีประสิทธิภาพในการช่วยชะลอความเหี่ยวย่นของผิว ช่วยฟื้นฟูให้ผิวค่อยๆ กลับมามีชีวิตชีวา และชุ่มชื่นขึ้นอีกครั้งได้ง่ายๆ

โดยเราสามารถหาอาหารที่มีวิตามินซีได้จากผักผลไม้ต่างๆ เช่น ส้ม ฝรั่ง กีวี่ มะเขือเทศ และมะละกอ เป็นต้น

อาหารจำพวกโปรตีน

อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้ว ว่าประโยชน์ของโปรตีนนั้น มีประสิทธิภาพในการซ่อมเเซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย

โปรตีนยังประกอบไปด้วยคอลลาเจนที่สำคัญต่อผิว หากผิวขาดคอลลาเจนแล้ว

ผิวจะดูแห้งและหมองลง อาหารที่มีโปรตีนจะช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่นและกระชับขึ้น จึงแลดูเปล่งปลั่งและสดใส

เราสามารถอาหารที่มีโปรตีนได้จากเนื้อสัตว์ ถั่ว และเต้าหู้ เป็นต้น

โอเมก้า

การขาดโอเมก้าสามารถทำให้ผิวแห้งแตก รวมไปจนถึงเส้นผมด้วย

โอเมก้ามีหน้าที่ช่วยบำรุงเซลล์ผิวหนังให้มีสุขภาพดี ช่วยให้ผิวชุ่มชื่น ไม่แห้งเหี่ยว

และยังช่วยการไหลเวียนของโลหิตให้ทำงานได้อย่างคล่องตัว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

จึงส่งผลให้ผิวแลดูมีน้ำมีนวล และขาวอมชมพูได้อย่างเป็นธรรมชาติ

เราสามารถหารับโอเมก้าได้จากปลาเเซลมอน ไข่ น้ำมันตับปลา ถั่วเหลือง และผักโขม เป็นต้น

ธัญพืช

ธัญพืชอย่างเช่นเมล็ดทานตะวัน อุดมไปด้วยอาหารสำหรับผิวอย่าง

วิตามินอี และวิตามินบี 2 รวมถึงโอเมก้าและโปรตีน

ซึ่งสารอาหารที่กล่าวมานี้ มีคุณสมบัติในการบำรุงผิวพรรณ และลดลดเลือนริ้วรอย

และรอยหมองคล้ำ ช่วยให้ผิวเนียนนุ่มและเปล่งปลั่งอย่างเป็นธรรมชาติขึ้นเรื่อยๆ

ดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ

ร่างกายของคนเรานั้น มีน้ำเป็นส่วนประกอบกว่า 50% ดังนั้น หากผิวขาดน้ำอาจทำให้ผิวดูหมองคล้ำ

หยาบกร้าน พร้อมกับมีริ้วรอยตามมา เราจึงควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว

เพื่อช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื่นจากภายใน น้ำยังสามารถช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จึงช่วยล้างของเสียและสิ่งสกปรกภายในร่างกายได้เต็มที่ ส่งผลให้เรารู้สึกสบายกาย และผิวดูสดใสอย่างเป็นธรรมชาติ

รองเท้าและการดูแลเท้า

เพราะผู้หญิงกับรองเท้าเป็นของคู่กัน เราจึงไม่แปลกใจว่าผู้หญิงเกือบทุกคน มักจะมีรองเท้าอยู่ในครอบครองไม่น้อยไปกว่า 5-10 คู่อย่างแน่นอน

รองเท้าเป็นเรื่องของสไตล์และความชอบส่วนตัว ถึงอย่างนั้น การจับคู่รองเท้าให้เหมาะกับชุดและโอกาสต่างๆ ก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะถือเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ผู้หญิงดูดีและน่าดึงดูด

นอกจากนี้ การดูแลเท้าให้ดูสะอาดและสวยงาม จะช่วยส่งเสริมให้การสวมใส่รองเท้าดูดีมากขึ้นไปอีก
วิธีการเลือกจับคู่รองเท้า กับการใช้งานในโอกาสต่างๆ
หากคุณสวมรองเท้าสีสดใส

ควรใส่เสื้อผ้าสีโมโนโทนอย่างสีขาว สีกากี หรือพาสเทลสีอ่อน ที่มีโทนเดียวกับรองเท้าของคุณ

ในทางกลับกัน การจับคู่เสื้อผ้าสีสดกับรองเท้าสีเรียบๆ อย่างสีดำหรือสีน้ำเงิน

จะช่วยไม่ให้เสื้อผ้าและรองเท้าต่างแย่งจุดสนใจซึ่งกันและกัน
หากคุณทำงานที่ต้องการความเป็นทางการค่อนข้างมาก

ให้เลือกรองเท้าหนังหรือกำมะหยี่สีดำ หรือสีน้ำตาลที่ส้นไม่แหลมและไม่สูงมากนัก

หากที่ทำงานของคุณไม่เป็นทางการมาก เลือกสวมใส่สีสุภาพอย่างสีน้ำเงิน

หรือจะเปลี่ยนแนวไปใส่รองเท้าอ็อกซ์ฟอร์ดหรือโลฟเฟอร์ก็ได้
รองเท้าส้นแหลมจะช่วยให้ดูขายาวและน่ามอง

อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าส้นแหลม เมื่อต้องเดินทางไปข้างนอกอาคาร

เพราะจะทำให้รองเท้าสึกเร็ว ให้เปลี่ยนมาใส่ส้นแบนหรือส้นเตารีดจะดีกว่า

หลีกเลี่ยงรองเท้าส้นสูงมากกว่า 5 นิ้ว

เพราะผู้สวมใส่มีความจำเป็นต้องเกร็งขา จนอาจทำให้ขาใหญ่ได้

นอกจากนี้ รองเท้าพันข้อเท้าจะทำให้ดูขาสั้น แต่ถ้าคุณเป็นคนที่มีเท้าใหญ่

ควรหลีกเลี่ยงการสวมรองเท้าหัวแหลมที่ทำให้ดูอึดอัด และมาสวมรองเท้าหัวมน หรือหัวเป็นสี่เหลี่ยมแทน

วิธีการดูแลเท้า

นอกจากรองเท้าคู่สวยแล้ว เราก็ควรดูแลสภาพเท้าของเราให้เนียนนุ่ม และสวยงามเช่นเดียวกัน เพราะเท้าคืออวัยวะที่เราใช้เกือบตลอดเวลา

นอกจากนี้ เท้าของเรา ยังมักจะอับชื้นอยู่ในรองเท้า รวมไปถึงมีเชื้อโรคและเหงื่อหมักหมมเสมอ เราจึงต้องดูแลความสะอาดและสภาพผิวเท้าให้ดูดี ระวังกลิ่นอับชื้น ดูแลรักษาเล็บหรือทาสีเล็บเท้าให้สวยงาม รวมไปถึงการดูแลอาการส้นเท้าแตก ที่คุณสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ ที่นี่

หลังกลับมาถึงบ้านในวันที่เดินมากๆ

แช่เท้าในน้ำอุ่นเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หากคุณมีเวลาว่าง

ก็สามารถทำสปาเท้าหรือขัดผิวเท้า โดยจะไปทำที่ร้าน หรือซื้ออุปกรณ์มาทำเองที่บ้านก็ได้

สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าลืมเช็ดเท้าให้แห้งสนิท โดยเฉพาะซอกนิ้วเท้า ที่สามารถอับชื้นและเป็นแหล่งสะสมโรคได้

หมั่นดูแลความสะอาดเล็บ

และตัดเล็บอยู่เสมอๆ โดยระวังไม่ให้ตัดเข้าไปในเนื้อ รวมไปถึงอย่าใช้มือฉีกเล็บที่หัก หรือผิวหนังที่ขาด

และต้องใช้ที่ตัดเล็บเสมอ รวมถึงตะไบเพื่อความเรียบร้อย หรือจะทาสีให้ดูสวยงามก็ได้

ทาครีมบำรุงหลังทำความสะอาดเท้า

เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น หากอากาศเย็นหรืออยู่ในห้องปรับอากาศทั้งวัน

คุณควรสวมถุงเท้าเพื่อกักเก็บความชุ่มชื้น และป้องกันผิวแห้งแตกไปในเวลาเดียวกันด้วย

อย่าลืมทาครีมกันแดดที่เท้า

เพราะเป็นจุดที่คนมักจะลืมนึกถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณใส่รองเท้าที่โชว์ส้นเท้า

หรือรองเท้าที่มีลักษณะสายพันไขว้ เพราะจะทำให้ผิวหมองคล้ำและสีไม่สม่ำเสมอ แถมยังมีผลให้ผิวแห้งแตกได้อีกด้วย

การเลือกรองเท้าคู่สวยที่เข้ากับเสื้อผ้าและกาลเทศะ

รวมไปถึงการดูแลเท้าให้ขาวใสและเรียบเนียน ไร้อาการแห้งแตก

แค่นี้คุณก็สามารถดูโดดเด่นได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า พร้อมออกไปรับวันใหม่ที่สดใสแล้วล่ะค่ะ

วิธีลดเลือนหลุมสิวบนใบหน้า

สิวนั้นเป็นปัญหาใหญ่สำหรับคุณสาวๆ รวมทั้งคุณหนุ่มๆ จำนวนมาก เริ่มตั้งแต่การรักษาสิวไปจนถึงเมื่อสิวหายแล้ว

ซึ่งไม่ว่าจะเป็นร่องรอย รอยแผลเป็น รอยดำที่เหลือทิ้งไว้ในบริเวณที่เคยเกิดสิว ซึ่งคุณสามารถอ่านเพิ่มเติมสำหรับวิธีรักษารอยดำจากสิว ที่เป็นผลอย่างรวดเร็วเพิ่มเติมได้ที่นี่

อย่างไรก็ดี การบำรุงรักษาสภาพผิวหน้าให้กลับเข้าสู่สภาพปกตินั้น จำเป็นต้องได้รับการดูแลที่ถูกวิธี ซึ่งอาจจะใช้เวลานานหลายสัปดาห์ หรือนานกว่านั้น ก็ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคน

สาเหตุของการเกิดหลุมสิวบนใบหน้า

รอยหลุมสิวนั้น มักจะเกิดจากสิวชนิดที่มีความรุนแรงหรืออักเสบ เช่น สิวหัวช้าง สิวประเภท cystic acne ฯลฯ

เมื่อสิวเกิดการอักเสบ เซลล์เม็ดเลือดขาวจำนวนมากก็จะไปรวมตัวในบริเวณนั้น เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีเอนไซม์จำนวนมาก

เอนไซม์จะไปทำลายคอลลาเจนและอีลาสติน (เนื้อเยื่อยืดหยุ่น) ทำให้ผิวหนังไม่สามารถสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนตามปกติได้ จึงเกิดเป็นหลุมสิวขึ้นมา

วิธีลดเลือนหลุมสิวบนใบหน้า

หยุดพฤติกรรมบีบ เค้น แกะสิว

เนื่องจากการบีบ เค้น แกะสิวนั้น จะยิ่งทำให้สิวอักเสบมากขึ้น

และทำให้แบคทีเรียขยายกว้างออกไป ทำให้โอกาสเป็นหลุมสิวมากขึ้นตามไปด้วย

นอกจากนี้ ยังควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสผิวหน้าบริเวณที่เป็นสิว

เพราะสิ่งสกปรกและแบคทีเรียที่อยู่บนมือ อาจก่อให้สิวเกิดการอักเสบมากขึ้น หรือทำให้สิ่งสกปรกไปอุดรูขุมขนบนใบหน้าได้

หมั่นรักษาความสะอาดของร่างกาย

โดยเฉพาะเส้นผมและฝ่ามือ เนื่องจากคุณอาจจะสัมผัสใบหน้าอย่างไม่รู้ตัวบ่อยครั้ง

ดังนั้น คุณจึงควรล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ หรือใช้เจลฆ่าเชื้อโรค

เพื่อให้มั่นใจว่าสิวจะไม่เกิดการติดเชื้อจากแบคทีเรีย หรือจากสิ่งสกปรกอื่นๆ ที่มาจากการสัมผัส

ส่วนการดูแลผมให้สะอาดนั้น ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

เพราะน้ำมันและสิ่งสกปรกบนเส้นผมนั้น เมื่อมาสัมผัสกับใบหน้าหรือบริเวณที่เป็นสิว ก็อาจจะทำให้เกิดสิวลุกลาม หรืออักเสบมากขึ้น

ล้างหน้าให้ถูกวิธี

ในขณะที่สิวกำลังเห่อหรืออักเสบนั้น คุณควรเลือกใช้เจลล้างหน้าสูตรอ่อนโยน ปราศจากสบู่หรือน้ำหอมและแอลกอฮอล์

เนื่องจากสารเคมีเหล่านี้ จะยิ่งทำให้ผิวหน้าระคายเคืองมากยิ่งขึ้น

คุณควรใช้โทนเนอร์ที่มีประสิทธิภาพในการกระชับรูขุมขน เช็ดตามอีกทีหลังล้างหน้าเสร็จ

เมื่อสิวอักเสบหายดีแล้ว

คุณสามารถใช้วิธีธรรมชาติต่างๆ ช่วยลดเลือนรอยหลุมสิวได้ เช่น

การใช้มะนาว : น้ำมะนาวมีกรด AHA (Alpha-Hydroxy Acid) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยให้ผิวผลัดเซลล์ใหม่ได้เร็วขึ้น

ดังนั้น จึงทำให้รอยหลุมสิวและรอยด่างดำดูจางลงได้ เริ่มต้นด้วยการชุบสำลีลงในน้ำมะนาวบริสุทธิ์

แต่หากคุณมีผิวแพ้ง่าย ให้ผสมน้ำสะอาดลงไปด้วย แล้วจึงใช้สำลีดังกล่าวทาวนบริเวณใบหน้าที่เป็นหลุมสิวเบาๆ ทิ้งไว้ให้แห้ง

หลังจากนั้น ให้ล้างหน้าด้วยน้ำเย็น และทามอยซ์เจอไรเซอร์ตาม โดยคุณสามารถปฏิบัติตามวิธีนี้ได้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

การรักษาหลุมสิวที่ดีที่สุด คือการป้องกันไม่ให้มีสิวอักเสบเกิดขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นสิวแล้ว การปฏิบัติตามวิธีต่างๆ ข้างต้นนั้น จะช่วยป้องกันและลดเลือนการเกิดรอยหลุมสิวได้

นอกจากนี้ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การพักผ่อนให้เพียงพอ และการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อผิวหน้าที่เหมาะสม ก็จะสามารถช่วยลดต้นเหตุของการเกิดหลุมสิวได้เช่นกัน

หากรอยหลุมสิวไม่ลดเลือนลงไป หรือสร้างความกังวลใจให้กับคุณ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อวินิจฉัยหาวิธีลดเลือนหลุมสิวต่อไป

วิธีทำความสะอาดโต๊ะหินอ่อน

โต๊ะหินอ่อนนั้น เป็นอีกเฟอร์นิเจอร์ที่คนไทยเรานิยมนำมาใช้งาน โดยเฉพาะตามสวนบริเวณหน้าบ้าน หรือแม้แต่ส่วนอื่นๆ ของบ้านก็ตาม

เพราะนอกจากจะดูสวยงามแล้ว ยังมีความทนทานเป็นอย่างมากอีกด้วย เนื่องจากไม่ต้องกลัวปัญหาเรื่องของปลวกหรือมอด เหมือนเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้

แม้ว่าข้อเสียของโต๊ะหินอ่อนนั้น คือการมีน้ำหนักมาก เคลื่อนย้ายลำบาก

แต่ด้วยความที่มีรูปทรงสวยงาม มีลายที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองแล้ว

แถมยังมีอายุการใช้งานได้นาน จึงเป็นข้อดีที่สุดของโต๊ะหินอ่อน ซึ่งเหมาะจะซื้อมาไว้ใช้งานนั่นเองค่ะ

อย่างไรก็ตาม แม้จะทนทานแค่ไหน เมื่อผ่านการใช้งานมานาน

ก็จำเป็นจะต้องทำความสะอาด เช่นเดียวกับสิ่งของหรือเฟอร์นิเจอร์ชิ้นอื่นๆ

เพราะส่วนใหญ่แล้ว โต๊ะหินอ่อนมักจะตั้งอยู่ภายนอกบ้าน (หรือกระทั่งในบ้านเองก็ตาม)

จึงทำให้เศษฝุ่นหรือสิ่งสกปรกต่างๆ มาเกาะได้ง่าย

วิธีทำความสะอาดโต๊ะหินอ่อน

ถ้ามีฝุ่นละอองเกาะอยู่บนโต๊ะหินอ่อนจำนวนมาก ก็ใช้ไม้ปัดขนไก่ หรือจะใช้ผ้าแห้งๆ ปัดออกก่อนก็ได้

ส่วนการทำความสะอาดบริเวณพื้นผิวนั้น ก็ให้ใช้ผ้าสะอาดๆ ชุบน้ำ แล้วขัดให้ทั่ว

แต่ถ้ามีรอยเปื้อนหรือมีคราบสกปรกมากๆ ก็ให้ใช้น้ำยาทำความสะอาดหินอ่อนโดยเฉพาะ แล้วใช้ผ้าค่อยๆ ขัดตามรอยเปื้อนให้หมด

แต่หากไม่มี ก็สามารถลองใช้น้ำสบู่ หรือน้ำผสมน้ำยาล้างจานที่มีค่า pH เป็นกลางมาล้าง แล้วขัดทำความสะอาดก็ได้

เมื่อทำความสะอาดเสร็จเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ควรจะทำต่อไปก็คือ จัดการขัดเงา หรือเคลือบแวกซ์

โดยเลือกแบบชนิดน้ำหรือสูตรน้ำ (ผสมกับน้ำ แล้วใช้ผ้าชุบ เช็ดโต๊ะในขั้นตอนสุดท้าย) ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเงางามของโต๊ะหินอ่อนให้มากขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ยังควรต้องระมัดระวัง

เรื่องที่จะไม่ทำให้พื้นผิวของหินอ่อนเกิดความเสียหายด้วย

เช่น การใช้น้ำยาที่มีความเป็นกรดแรงๆ และการนำอาหารที่มีความร้อนมากๆ

มาตั้งไว้บนโต๊ะเป็นเวลานานเกินไป เพราะอาจจะทำให้ผิวของหินอ่อนเกิดความเสียหายได้นั่นเองค่ะ

และทั้งหมดนี้ก็คือวิธีการทำความสะอาดโต๊ะหินอ่อน

ที่จะช่วยทำให้โต๊ะของเรากลับมาดูใหม่

ขุยที่คิ้วคล้ายรังแค

ปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับผิวพรรณของเรานั้นมีอยู่ไม่น้อยเลย อาจจะรุนแรงมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน

โดยมีปัจจัยหลากหลาย ทั้งในเรื่องของพันธุกรรมไปจนถึงเรื่องสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัว ก็อาจจะเข้ามามีส่วนอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

อย่างปัญหาผิวหน้าอีกอย่างหนึ่งที่เกิดกับบางคนคือ มีขุยขึ้นที่คิ้ว จนดูเหมือนคิ้วเป็นรังแค รวมไปถึงหว่างคิ้วด้วย

ซึ่งนอกจากบริเวณคิ้วแล้ว ในบางคนก็อาจพบในบริเวณอื่นๆ เช่น รอบๆซอกจมูก แต่บางคนก็พบว่าเป็นแบบนี้ทั่วทั้งใบหน้า หรือหนังศีรษะ หรือตามลำตัว

บางคนมีอาการหนักมากหน่อย ก็จะเห็นผื่นแดงเกิดขึ้น มีสะเก็ด เป็นมัน และมีขอบให้เห็นชัดเจน และอาจมีอาการคันร่วมด้วยก็มี

อาการคิ้วเป็นรังแค หรือเป็นขุยที่คิ้วนี้คืออะไร?

หากใครมีอาการแบบนี้ เป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นโรค เซ็บเดิร์ม (Seborrheic Dermatitis)

หรือที่อาจจะเรียกในอีกชื่อหนึ่งว่า “โรคผื่นไขมันอักเสบ”

ซึ่งจัดอยู่ในประเภทของโรคผิวหนังอีกชนิดหนึ่ง ที่แม้ว่าไม่ได้มีอันตราย ไม่ใช่โรคติดต่อ หรือมีความร้ายแรงอะไร

แต่ก็ส่งผลเสียในเรื่องของความมั่นใจในตัวเองได้ โดยเฉพาะสำหรับคุณผู้หญิงที่ต้องแต่งหน้าไปทำงานทุกวัน ก็จะมีปัญหามากเป็นพิเศษ

สาเหตุของการเกิดโรคเซ็บเดิร์ม

ในเวลานี้ยังไม่สามารถพบสาเหตุที่เป็นปัจจัยที่แท้จริง ว่าเกิดมาจากอะไร

แต่เท่าที่พบ ส่วนมากมักจะเกิดในบริเวณที่มีต่อมไขมันอยู่ หรือกับคนที่มีผิวมันมากเป็นพิเศษ

หรืออาจเกิดจากเชื้อราที่ชอบไขมัน (Malassezia) ทำให้เกิดการอักเสบบนผิวหนัง

หรือบางคน อาจจะเกิดมาจากการที่ระบบการทำงาน ของกลไกรักษาตัวเองในร่างกายทำงานบกพร่อง จนเกิดภาวะที่เสียสมดุลไป (เช่น จากการเกา การถู การถลอก จนผิวหนังเกิดการเปลี่ยนแปลง)

หรืออาจเกิดจากความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ พักผ่อนไม่พอ ความเครียด ยีนส์เกิดการผิดปกติ เป็นโรคบางโรค

เช่น ภูมิคุ้มกันร่างกายบกพร่อง หรือโรคเกี่ยวกับสมองและระบบประสาท ฯลฯ ก็สามารถเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการได้เช่นกัน

วิธีการรักษาคิ้วเป็นขุย คิ้วเป็นรังแค (เซ็บเดิร์ม)

ในกรณีที่คิ้วเป็นรังแค หรือคิ้วเป็นขุยนั้น วิธีการแก้ไขหรือรักษา โดยทั่วไป ก็จะใช้วิธีเดียวกับการแก้รังแคบนหนังศีรษะ

นั่นก็คือ การใช้แชมพูสูตรแก้รังแค หรือแชมพูขจัดรังแค ที่มีส่วนผสมของ…

คีโตโคนาโซล (ketoconazole)

หรือ ซีลีเนี่ยมซัลไฟด์ (selenium sulfide)

หรือ ซิงก์ ไพริไธออน (zinc pyrithione)

หรือ กรดซาลิซิลิก (หรือ BHA / salicylic acid)

หรือ โคลทาร์ (coal tar)

ในการล้าง(หรือสระ)บริเวณคิ้ว เหมือนกับการสระผม เพื่อขจัดรังแคนั่นเองค่ะ

โดยทำการทาแล้วนวดบริเวณคิ้ว ทิ้งไว้สัก 3 นาที (ระวังอย่าให้เข้าตา) แล้วล้างออกให้สะอาด

แต่ถ้าอาการมากหน่อย ไม่ใช่เพียงแค่รังแคอย่างเดียว

เช่น มีผื่นแดง หรืออักเสบมาก ก็ควรไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษาด้วยยา ซึ่งแพทย์ก็อาจจะจัดยาให้ตามตำแหน่งที่เกิดในร่างกาย และตามอาการที่เกิดขึ้น เช่น

ทายาที่มีฤทธิ์ในการช่วยลดการอักเสบ

ทายาเพื่อช่วยลดอาการคัน

ใช้ยาในกลุ่มของยาปฎีชีวนะ

ใช้แชมพูพิเศษ เช่น แชมพูขจัดรังแคที่ได้กล่าวไปแล้วข้างบน (ในกรณีที่เกิดบนหนังศีรษะ ใบหน้า หรือลำตัวบางส่วน)

นอกจากนี้แล้ว ก็จำเป็นต้องดูแลสภาพร่างกายให้ดีด้วยเช่นกัน เช่น

พยายามพักผ่อนให้เพียงพอ

ควรเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะวิตามินต่างๆ

งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ไม่ควรล้างหน้าโดยการใช้สบู่ และการใช้น้ำอุ่น เพราะจะทำให้ผิวแห้ง

พยายามลดความเครียดให้น้อยลง ด้วยการหากิจกรรมต่างๆ เพื่อช่วยผ่อนคลายจิตใจ

ลดการสูบบุหรี่ให้น้อยลง หรือหากเลิกไปได้เลยก็จะยิ่งดี

ประโยชน์และสรรพคุณของกระเทียม

ในบรรดาสมุนไพรทั้งหลายที่มีอยู่นั้น กระเทียม ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งเลยทีเดียว

ซึ่งก็ไม่เพียงแต่เฉพาะในบ้านเราเท่านั้น ในหลายๆ ประเทศกระเทียมได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ หรือการเยียวยารักษา มาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว

กระเทียมไม่เพียงแต่ได้ชื่อว่าเป็นสมุนไพรชั้นยอดเท่านั้น แต่ยังถือเป็นเครื่องเทศที่มีความสำคัญ ในการประกอบอาหารหลายๆ ชนิดอีกด้วย

ไม่ว่าจะเป็นอาหารทอด ผัด ต้ม หรือเป็นเครื่องเคียงของอาหารต่างๆ อีกมากมาย

เรียกได้ว่า อาหารหลายเมนู ถ้าขาดกระเทียมไป ก็เท่ากับขาดความหอมและความอร่อยไปได้เลยเชียวค่ะ

ด้วยความที่เราคุ้นเคย กินและอยู่กับกระเทียมทุกวันจนเป็นเรื่องปกติ ทำให้ดูเหมือนไม่มีอะไรน่าสนใจ

แต่จริงๆ แล้ว กระเทียมมีประโยชน์มากกว่าจะเป็นแค่เครื่องปรุงอาหารอีกเยอะเชียวค่ะ มาดูกันเลย

ประโยชน์หรือสรรพคุณของกระเทียมต่อสุขภาพ

กระเทียมมีสารพิเศษชนิดหนึ่งที่ชื่อ Allicin ซึ่งเจ้าสารตัวนี้แหละ ที่มีประโยชน์มากมายมหาศาลต่อสุขภาพของเรา จนมีการนำไปสกัดเป็นผงและแคปซูล เพื่อใช้ในการบำรุงร่างกาย และรักษาโรคหลายโรค เช่น

กระเทียมช่วยลดไขมัน คลอเลสเตอรอล และน้ำตาลในเส้นเลือด จึงมีส่วนช่วยในการลดเบาหวาน ลดความอ้วน หรือควบคุมน้ำหนักได้

ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย

ช่วยยับยั้งเชื้อโรคต่างๆ เช่น เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย จึงช่วยลดการอักเสบ การติดเชื้อ รักษาโรคกลากเกลื้อน และอาการต่างๆ ที่เกิดจากเชื้อเหล่านี้ได้ รวมทั้งรังแคที่เกิดจากเชื้อราด้วย

ช่วยลดความดันโลหิต ใครที่ความดันสูง แนะนำให้นำกระเทียมสดๆ มาทุบ แล้วรับประทานทันที วันละ 5-6 กลีบ วิธีนี้อาจจะไม่อร่อยเท่าไหร่ แต่ได้ผลชะงัดแบบวันต่อวันเชียวค่ะ

ช่วยป้องกันความเสี่ยงของโรคโลหิตจาง

ลดความเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอกในร่างกาย

ลดความเสี่ยงและป้องกันการเป็นโรคมะเร็ง

ช่วยในการป้องกันการเกิดภาวะโรคเส้นเลือดอุดตัน และช่วยสลายลิ่มเลือดได้

ช่วยป้องกันความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ หรืออาการผิดปกติของหัวใจหลากหลายอาการ

ช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยโรคหอบหืด

ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย ตามข้อหรือกระดูก

มีฤทธิ์ที่สามารถขับพยาธิต่างๆ ได้หลายชนิด เช่น พยาธิเส้นด้าย พยาธิเข็มหมุด พยาธิแส้ม้า

ช่วยทำให้ระบบสืบพันธุ์แข็งแรง โดยเฉพาะคุณผู้ชาย กระเทียมสามารถเพิ่มสมรรถภาพได้ และก็รวมไปถึงคุณผู้หญิงด้วย

ช่วยในการย่อยอาหาร

สามารถขับปัสสาวะได้

ช่วยป้องกันหรือลดอาการไข้หวัดได้ เช่น น้ำมูกไหล อาการไอ

ช่วยในการขับสารพิษต่างๆ ที่ตกค้างอยู่ในร่างกาย

ช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยด้วยโรคไซนัส

ช่วยกำจัดกลิ่นเท้า โดยการเอากระเทียมมาสับจนละเอียด แล้วใส่ลงไปในน้ำอุ่น จากนั้น ก็นำมาแช่เท้าประมาณ 15-20 นาที

อย่างไรก็ดี การจะรับประทานกระเทียมให้ได้ประโยชน์ที่สุดนั้น

ควรจะรับประทานแบบสดๆ ด้วยการนำมาบด ทุบ หั่น สับ (หรือเคี้ยว) ภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากทำการทุบ

เพราะสารสำคัญ (allicin) ที่มีฤทธิ์ในการรักษาที่อยู่ในกระเทียม จะอยู่เพียงแค่ประมาณ 1 ชั่วโมง หลังจากผ่านการทุบ หรือบดแล้วนั่นเองค่ะ

แต่ถ้าใครที่ทนรับประทานสดๆ ดิบๆ ไม่ไหวจริงๆ

ก็สามารถใช้วิธีหั่น สับ หรือบด แล้วนำไปปรุงผสมกับอาหารอื่นๆ และรับประทานตามปกติได้เช่นกัน

แม้จะไม่ได้ออกฤทธิ์เต็มเม็ดเต็มหน่วย หรือเต็มประสิทธิภาพเหมือนการรับประทานสดๆ แต่ก็ยังให้ประโยชน์อยู่ดี

และที่สำคัญก็คือ ไม่ควรรับประทานกระเทียม ในขณะที่ท้องยังว่างอยู่

เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการปวดท้อง จากการระคายเคืองในกระเพาะอาหารได้

 

การดูแลหนังสือให้อยู่ในสภาพดี

บ้านไหนที่มีหนังสือ หรือนิตยสารต่างๆ สะสมอยู่เป็นจำนวนมากแล้วละก็

รับรองได้ว่า บริเวณตู้หนังสือหรือชั้นวางหนังสือเหล่านี้ คือแหล่งที่สะสมฝุ่น และสิ่งสกปรกต่างๆ ได้มากที่สุดอีกส่วนหนึ่งของบ้านเลยทีเดียว

โดยเฉพาะคนที่ชอบสะสมหนังสือ แต่ไม่ค่อยมีเวลาหยิบมาอ่านด้วยแล้ว ฝุ่นที่เกาะอยู่บนชั้นหนังสือหรือตู้หนังสือ อาจหนาเป็นเซ็นติเมตรได้เลย

ดังนั้น การทำความสะอาดชั้นวางหนังสือและตู้หนังสือ รวมทั้งตัวเล่มหนังสือด้วย ไม่ใช่เรื่องที่ควรละเลยนะคะ

วิธีการทำความสะอาดชั้นหนังสือ และตู้หนังสือ มี 2 แบบค่ะ

1. การทำความสะอาดชั้นวางหนังสือแบบง่ายๆ คร่าวๆ สามารถทำเป็นประจำ

วิธีนี้ ใช้เวลาไม่นาน เป็นการทำความสะอาดเพื่อลดฝุ่นที่มีอยู่ให้น้อยลง

เริ่มจากการเช็ดฝุ่นจากด้านบนและด้านข้างของตู้ ด้วยผ้าสะอาด หรือถ้าจะให้ดี ควรเป็นผ้าไมโครไฟเบอร์

จากนั้น ให้เช็ดฝุ่นที่ติดอยู่ด้านบนและสันหนังสือ

ตามด้วยบริเวณชั้นวางที่ยื่นเลยออกมาจากส่วนที่วางหนังสือแต่ละชั้น โดยเริ่มเช็ดไล่ลงมาจากชั้นบนสุด จนถึงชั้นล่างสุด

ในขั้นตอนนี้ เป็นโอกาสที่ดี ที่จะจัดเรียงหนังสือที่อยู่ผิดที่ผิดทาง ให้กลับเข้าที่ได้อีกด้วยค่ะ

เพียงแค่นี้ก็ถือว่าเสร็จการทำความสะอาดแบบง่าย และทำได้เป็นประจำแล้วล่ะค่ะ

2. การทำความสะอาดตู้หนังสือแบบขนานใหญ่
2.1 เก็บหนังสือออกจากชั้นวางให้หมด

โดยอาจเลือกเอาหนังสือที่คิดว่าไม่อ่านแล้วออกมา เพื่อนำไปขาย หรือบริจาคตามสถานที่ต่างๆ ที่มีการเปิดรับหนังสือเก่า

เพราะหากเก็บหนังสือไว้ที่บ้านมากจนเกินไป ก็จะทำให้ชั้นหนังสือรก ทำความสะอาดได้ยาก และเสียเวลานานด้วย
2.2 หากชั้นหนังสือหรือตู้หนังสือเป็นไม้

ก็ใช้ไม้ปัดขนไก่ ปัดฝุ่นออกให้หมด

จากนั้น ใช้ผ้าชุบด้วยน้ำยาสำหรับทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์เช็ด เพื่อช่วยเคลือบเงา และป้องกันเชื้อรา

และอย่าลืมทำความสะอาดด้านหลังของตู้ด้วย เพราะด้านหลังก็อาจมีฝุ่น และสิ่งสกปรกต่างๆ สะสมอยู่เช่นเดียวกัน

โดยเลื่อนตู้หรือชั้นวางหนังสือออกห่างจากผนัง แล้วจัดการทำความสะอาดทั้งชั้น และผนัง รวมทั้งฝุ่นที่อยู่ตามพื้น (ด้านล่างชั้นวาง) ด้วย
2.3 ก่อนนำหนังสือเข้าไปเก็บเรียงบนชั้น

ควรจัดการปัดฝุ่นออกจากหนังสือทุกเล่มให้สะอาดดี ก่อนที่จะนำไปเก็บ
2.4 การจัดเรียงหนังสือเข้าตู้ หรือเข้าชั้น

อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสะดวก หรือความชอบของเจ้าของหนังสือ หรือคนที่ใช้งานหนังสือบ่อยๆ

โดยอาจจะทำการจัดเรียงหนังสือตามหมวดหมู่ หรือตามตัวอักษร เพื่อความสะดวกในการหาและหยิบมาอ่านต่อไปในอนาคต

และควรจะเว้นระยะห่าง หรือพื้นที่ว่างระหว่างหนังสือบ้าง ไม่ควรจัดหนังสือให้เบียดชิดกันเกินไป เพราะจะทำให้หยิบออกมาลำบาก บางคนอาจต้องจิกด้านบนของสันหนังสือออกมา จนทำให้หนังสือเสียหายได้

วิธีหยิบหนังสือที่ดีที่สุดคือ ค่อยๆ ดันหนังสือเล่มข้างๆ ออก แล้วหยิบหนังสือที่ต้องการออกมา ด้วยการจับส่วนตรงกลางของตัวเล่ม จะทำให้หนังสือไม่เสีย และมีสภาพดีอยู่ได้นานๆ

2.5 ถ้าตู้หรือชั้นหนังสือที่ใช้อยู่นั้น วางอยู่ในบริเวณที่ไม่เหมาะสม เช่น

โดนแดดส่องเป็นประจำ ก็ควรจัดการย้ายไปไว้ที่บริเวณอื่นๆ แทน เพราะถ้าปล่อยให้โดนแสงแดด นอกจากจะทำให้แห้งกรอบแล้ว ยังทำให้หนังสือเกิดความเสียหายได้อีกด้วย

โดนน้ำ มีโอกาสเปียกบ่อย หรือมีความชื้นสูง ก็ควรย้ายไปวางไว้ในที่แห้ง ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อป้องกันเชื้อรา ป้องกันแมลงไปทำรัง และกลิ่นเหม็นอับต่างๆ

นอกจากนี้ ยังควรหมั่นทาน้ำยารักษาเนื้อไม้ ที่หลายตัวสามารถป้องกันปลวกได้อีกด้วย เพื่อป้องกันทั้งชั้น ตู้ รวมไปถึงหนังสือ ไม่ให้กลายเป็นอาหารของปลวก หรือแม้แต่ศัตรูของไม้อย่างอื่น เช่น มอดหรือแมลงอีกด้วย