วิธีการซักผ้าและตากผ้าหน้าฝน

ช่วงนี้บ้านเราเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนกันแล้ว และการที่ฝนโปรยมาเกือบทุกวันอย่างนี้ อาจทำให้ใครหลายๆ คนกังวลใจในเรื่องของการซักผ้าและตากผ้า เพราะถือว่าเป็นเรื่องใหญ่เลยทีเดียว

เรื่องของความอับชื้นนั้น ทำให้เสื้อผ้าของเรามีกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ และอาจจะต้องนำกลับมาซักทำความสะอาดใหม่อีกรอบ ซึ่งเปลืองทั้งเวลา ค่าน้ำ และค่าไฟของเราอีกด้วย

อย่างไรก็ดี หากเรารู้เคล็ดลับในการซักผ้าและตากผ้าในช่วงหน้าฝน เราก็จะไม่ต้องปวดหัวกับปัญหาเหล่านีร้อีกต่อไป เพราะฉะนั้น ตามมาดูกันเลยค่ะ

วิธีการซักผ้าในหน้าฝน

*คำแนะนำเพิ่มเติม*  เมื่อทราบถึงวิธีการซักผ้าและการตากผ้าหน้าฝนทางด้านล่างนี้แล้ว สามารถ คลิกที่นี่ เพื่ออ่านรายละเอียด เกี่ยวกับการดูแลรักษาเสื้อผ้า เพื่อช่วยคงความใหม่ของเสื้อผ้า และการป้องกันกลิ่นอับในการเก็บรักษา

หลีกเลี่ยงการหมักผ้าไว้ในตะกร้าเป็นเวลานานๆ

เพราะจะทำให้กลิ่นและคราบที่ไม่พึ่งประสงค์ ฝังลึกอยู่บนเนื้อผ้า และทำให้การทำความสะอาดนั้นยากขึ้นไปอีก

ไม่ควรซักผ้าในปริมาณที่มากเกินควร

ทางที่ดีควรซักในปริมาณน้อยๆ ก่อน เพราะเครื่องซักผ้าจะได้สามารถเข้าไปทำความสะอาดสิ่งสกปรกได้อย่างทั่วถึง อีกทั้งการซักผ้าในปริมาณมาก ยังทำให้เปลืองเนื้อที่ในการตาก ทำให้การตากผ้าแออัด และเเห้งช้าลง

หากคุณมีเครื่องซักผ้า

เราขอเเนะนำให้ซักผ้าด้วยเครื่องซักผ้า เนื่องจากเครื่องซักผ้ามีระบบปั่นหมาด ช่วยให้เสื้อผ้าที่ซักเสร็จแล้วไม่อมน้ำ จึงง่ายและประหยัดเวลาต่อการตากให้แห้ง

แต่หากคุณต้องการซักผ้าด้วยมือ

เราขอแนะนำให้พยายามบิดผ้า และสะบัดน้ำออกให้ได้มากที่สุด ผ้าที่อมน้ำไว้มากเกินไปนั้น อาจต้องใช้เวลาในการตากนาน และอาจเป็นสาเหตุของกลิ่นเหม็นอับ หากต้องตากในที่ร่มเป็นเวลานาน

เลือกซักผ้าด้วยน้ำร้อน

เพราะน้ำร้อนมีประสิทธิภาพในการสลายคราบฝังลึก และสามารถฆ่าเชื้อโรคที่เกาะอยู่บนเนื้อผ้า ได้ดีกว่าน้ำเย็น

ใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มทุกครั้งหลังซักเสร็จ

น้ำยาปรับผ้านุ่มนั้น นอกจากจะปรับเนื้อผ้าให้อ่อนนุ่มลงเเล้ว ยังเพิ่มความหอมให้กับเสื้อผ้า และลบเลือนกลิ่นเหงื่อไคลได้เป็นอย่างมีประสิทธิภาพ

ใช้ผลิตภัณฑ์ซักผ้าชนิดน้ำ

เนื่องจากสามารถละลายในน้ำ ได้ดีกว่าผลิตภัณฑ์ในรูปแบบของผงซักฟอก จึงช่วยทำความสะอาดเข้าถึงเส้นใยผ้า รวมถึงกลิ่นอับได้อย่างมีประสิทธิผล

วิธีการตากผ้าหน้าฝน

หากนอกบ้านฟ้ามืดครึ้มไม่มีแสงแดด

เราสามารถตากผ้าในที่ร่มได้ แต่ควรตากในที่โล่ง และมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก

ทั้งนี้ ควรหลีกเลี่ยงการตากผ้าในสถานที่อับชื้น เช่น ห้องน้ำ หรือห้องครัวที่มีกลิ่นกับข้าว

อีกทางหนึ่งที่สามารถทำได้และเห็นผลก็คือ

การตากกับผ้าพัดลม ให้พัดลมส่ายไปมาผ่านผ้าให้ทั่วถึง

ที่สำคัญก็คือ ไม่ควรตากผ้าชิดติดหรือเบียดอัดกันมากเกินไป ควรตากให้ห่างกันอย่างน้อย 1-2 เซนติเมตร

ทั้งนี้ เพื่อให้อากาศผ่านเสื้อผ้าได้สะดวก ซึ่งจะช่วยป้องกันกลิ่นเหม็นอับ และช่วยให้เสื้อผ้าแห้งเร็วขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีอีกทางเลือกที่สามารถทำได้ก็คือ

การอบผ้าให้แห้ง วิธีนี้อาจง่ายและสะดวกกว่า

แต่ควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่า คราบสกปรกบนเสื้อผ้าได้สลายออกไปหมดแล้ว

เพราะความร้อนของเครื่องอบผ้า จะทำให้คราบที่หลงเหลืออยู่ ฝังแน่นบนเนื้อผ้ามากยิ่งขึ้น

และอาจทำให้การทำความสะอาดคราบยากกว่าเดิมค่ะ